บ้านเกิดเมืองนอน


 
บ้านเมืองของเราทุกวันนี้มีวิกฤติต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว และได้สร้างเวรสร้างกรรมให้กับประเทศชาติและประชาชนอย่างใหญ่หลวง จนถึงกับรัฐธรรมนูญ 2560 ต้องตราไว้ในบทพระราชปรารภเพื่อให้เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมือง
และบทพระราชปรารภในรัฐธรรมนูญ 2560 นั้นแท้จริงก็ไม่ใช่ร่างเดิมที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้ตั้งแท่นเหมือนกับทุกฉบับที่ผ่านมา
แต่มีการแก้ไขหลังจากที่ได้ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ดังนั้นกระบวนการแก้ไขและเนื้อความที่แก้ไขซึ่งมีผลใช้บังคับอันปรากฏชัดเจนอยู่ในรัฐธรรมนูญจึงเป็นเรื่องที่คนทั้งหลายควรต้องให้ความสนใจและนำมาประพฤติปฏิบัติเพื่อให้การแก้ไขวิกฤติของชาติบ้านเมืองตรงเป้าเข้าจุด ซึ่งจะทำให้การแก้ไขวิกฤติของชาติประสบความสำเร็จ
เพราะสรรพสิ่งนั้นเกิดจากเหตุ เรื่องดีเรื่องร้ายทั้งหลายล้วนเกิดจากเหตุ อันเป็นไปตามพระพุทธดำรัสที่ว่าธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุ พระตถาคตได้แสดงเหตุแห่งธรรมนั้น ตลอดจนความดับแห่งธรรมนั้นโดยสรุปก็คือเมื่อจะแก้ไขผลอันใดก็ต้องแก้ไขที่เหตุ ดับเหตุของเรื่องนั้นเสียได้ ผลเสียหายหรือปัญหาก็จะระงับดับสูญไป
บทพระราชปรารภในรัฐธรรมนูญ 2560 นี้ได้แสดงสาเหตุของวิกฤติของประเทศชาติไว้สี่ประการคือ การทุจริต 1 การฉ้อฉล 1 การบิดเบือนการใช้อำนาจ 1 และการไม่นำพาต่อความเดือดร้อนของราษฎรอีกอย่าง 1
ประการสุดท้ายนั้นเป็นความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจในบ้านเมืองที่มีอำนาจแล้วต้องทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม เอาใจใส่ทุกข์สุขของราษฎร ถ้าหากไม่นำพาต่อความเดือดร้อนของราษฎร และเมื่อราษฎรเดือดร้อนมากเข้าก็เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง เหตุแห่งฆาตกรรมและความรุนแรงทั้งหลายประการหนึ่งก็เกิดขึ้นจากความเดือดร้อนของราษฎรนั่นเอง
สำหรับสาเหตุอีกสามประการคือ การทุจริต การฉ้อฉล และการบิดเบือนการใช้อำนาจนั้น แม้ว่าจะเป็นสามเรื่องที่แตกต่างกัน และแสดงผลออกด้วยการกระทำแต่มูลเหตุอันเป็นมูลฐานที่แท้จริงนั้นก็คือกฎหมายที่เอื้อประโยชน์บ้าง มีช่องโหว่บ้าง ทำให้ตีความได้ตามอำเภอใจบ้าง หรือกระทั่งสับสนจนหาความแน่นอนไม่ได้บ้าง หรือที่เลวร้ายหนักกว่านั้นคือการร่างกฎหมายขึ้นโดยมิได้คำนึงถึงประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง แต่คิดถึงประโยชน์ของบุคคลเป็นที่ตั้ง
เพราะเหตุที่กฎหมายมีลักษณะดังกล่าว จึงทำให้คนชั่วได้ช่องได้โอกาสที่จะกระทำการทุจริต หรือที่จะฉ้อฉล หรือที่จะบิดเบือนการใช้อำนาจ แม้กระทั่งการบิดเบือนการใช้อำนาจด้วยการตีความกฎหมายเอาเองตามอำเภอใจ ซึ่งปรากฏให้เห็นเด่นชัดแล้ว จึงเกิดเสียงสาปแช่งทั้งสิบทิศและเกิดความรังเกียจขยะแขยงต่อพฤติกรรมเช่นนั้น
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดประการหนึ่งก็คือ บทบัญญัติว่าด้วยการถอดถอนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการทางการเมืองหรือเป็นข้าราชการประจำออกจากตำแหน่ง ที่ถึงวันนี้ก็ไม่มีผู้ใดยำเกรง เพราะไร้ผลบังคับนั่นคือเมื่อมีกรณีที่จะถอดถอนเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวออกจากตำแหน่ง แต่ปรากฏว่ากว่าเรื่องราวจะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบไต่สวน หรือระยะเวลาในการตรวจสอบไต่สวนหรือเวลาในการดำเนินกระบวนพิจารณาต้องใช้ขั้นตอนและเวลาอันยืดยาว
ผลก็คือเมื่อถึงเวลามีการถอดถอนออกจากตำแหน่งกลับปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นได้พ้นจากตำแหน่งไม่ว่าด้วยเหตุใด เช่น ออกจากตำแหน่งเพราะเหตุปรับคณะรัฐมนตรีบ้าง หรือเพราะเกษียณอายุบ้าง หรือเพราะล้มหายตายจากไปบ้าง ดังนั้นเมื่อผลที่สุดออกมาว่าให้ถอดถอนผู้นั้นออกจากตำแหน่ง ก็ไม่มีความหมายอะไรและใช้บังคับอะไรไม่ได้ จึงทำให้เจตนารมณ์ของการถอดถอนคนไม่ดีออกจากอำนาจไร้ผล
และเสียเวลา เสียงบประมาณของแผ่นดินจำนวนมาก ที่สำคัญคือทำให้คนชั่วได้ใจ ไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย และถือโอกาสบิดเบือนการใช้อำนาจในระหว่างที่ยังไม่ถูกถอดถอนเพื่อให้เวลาเนิ่นช้าไปจนพ้นตำแหน่งหรือล้มหายตายจากกันไปเลย
ดังตัวอย่างที่แสดงมานี้ก็เห็นได้ชัดเจนว่ากฎหมายเรื่องการถอดถอนเจ้าหน้าที่ของรัฐออกจากตำแหน่งนั้นเป็นเพียงมายาภาพที่ประชาชนเชื่อถือเท่านั้น แต่แท้จริงก็คือการเอื้อประโยชน์ให้กับคนไม่ดีให้มีอำนาจและใช้อำนาจก่อกรรมทำเข็ญให้กับบ้านเมือง ทั้งที่มีเรื่องต้องถูกถอดถอนอยู่แล้ว และถ้าหากได้ถอดถอนเสียในขณะดำรงตำแหน่งโดยมีมาตรการที่มีผลจริงก็จะก่อให้เกิดความยำเกรงในการที่จะกระทำผิดคิดชั่วต่อบ้านเมืองได้
การตรากฎหมายในลักษณะนี้มีอยู่ในมากที่มากแห่งดังนั้นกระบวนการร่างกฎหมายลักษณะนี้ถ้าหากยังคงมีอยู่ตราบใด ตราบนั้นก็ไม่มีวันที่จะแก้ไขปัญหาวิกฤติของบ้านเมืองได้ กลับจะสั่งสมให้ขยายตัวเติบใหญ่ไปไม่มีที่สิ้นสุด และนี่ก็คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้วิกฤติของบ้านเมืองไม่สร่างสิ้นลงไปได้ กลับจะขยายตัวลุกลามและทำให้คนไม่ดีฮึกเหิมลำพองกล้าก่อกรรมทำชั่วกับบ้านเมืองและราษฎร กระทั่งยกหัวชูหางตนเองว่าเป็นคนดีให้ประชาชนหลงเชื่อหลงผิดต่อไปอีก
ผลจากการนี้จึงทำให้บ้านเมืองของเรามีปัญหา มีความขัดแย้ง ขยายตัวไปรุนแรงกว้างขวางมาก
ที่น่าตื่นตระหนกตกใจก็คือ มีการแก้ไขกฎหมายถึงขนาดที่ว่าให้บุคคลที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้สามารถดำรงตำแหน่งได้ตลอดชีวิตอย่างเงียบกริบและเงียบงัน จนไม่มีผู้ใดไหวตัวและทำให้รากเหง้าของปัญหานี้ยังขยายตัวเติบใหญ่ออกไปหลายวงการ
นี่ก็เป็นวิกฤติของชาติที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขโดยด่วนที่สุด
Share on Google Plus

About Hong kh

This is a short description in the author block about the author. You edit it by entering text in the "Biographical Info" field in the user admin panel.

0 comments:

Post a Comment